คาร์บอนฟุตพริ้น สิ่งที่ธุรกิจไทยต้องเตรียมตัวในยุค Net Zero

“คาร์บอนฟุตพริ้น” สิ่งที่ธุรกิจไทยต้องเตรียมตัวในยุค Net Zero
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า คาร์บอนฟุตพริ้น (Carbon
Footprint) กลายเป็นหัวข้อที่คนพูดถึงกันมากขึ้น ไม่ใช่แค่ในวงการสิ่ง
แวดล้อม
แต่กลายเป็นเรื่องที่ธุรกิจทุกขนาดต้องใส่ใจ โดยเฉพาะใน
ปี 2025-2026 ที่ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งใหญ่ที่จะ
ส่งผลกระทบถึงค่าใช้จ่ายและความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ
โดยตรง
คาร์บอนฟุตพริ้นคืออะไร?
คาร์บอนฟุตพริ้น คือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่ปล่อย
ออกมาจากกิจกรรมของบุคคล องค์กร หรือผลิตภัณฑ์หนึ่งๆ ตลอด
วัฏจักรชีวิต (ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การผลิต การขนส่ง การใช้
งาน จนถึงการกำจัด) วัดเป็นหน่วย คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
(CO₂e)
ยิ่งค่าคาร์บอนฟุตพริ้นสูง ยิ่งหมายถึงกิจกรรมนั้นๆ ส่งผลต่อ
ภาวะโลกร้อนมาก
สถานการณ์คาร์บอนฟุตพริ้นในไทยปัจจุบัน
ประเทศไทยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมถึง 422.39 ล้าน ตัน CO₂e ในปี 2024 และกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ:
- เร่งเป้าหมาย Net Zero: รัฐบาลไทยอนุมัติ NDC 3.0 ในปี 2025 เร่งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์จากปี 2065 มาเป็น ปี 2050 เร็วขึ้น 15 ปี และตั้งเป้าลดการปล่อยสุทธิ 47% จากฐานปี 2019 ในช่วงปี 2031-2035
- พระราชบัญญัติสภาพภูมิอากาศฉบับแรก: คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการในธันวาคม 2025 จะบังคับให้ธุรกิจกว่า 4,000 แห่ง ต้องวัด รายงาน และตรวจสอบการปล่อยก๊าซ พร้อม เปิดตัว ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) และระบบ การซื้อขายสิทธิ ปล่อยก๊าซ (ETS) เป็นครั้งแรกของประเทศ
- CBAM (ภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน):สหภาพยุโรปเริ่มเก็บค่าคาร์บอนจากสินค้านำเข้า หากธุรกิจไทยไม่ลดคาร์บอนฟุตพริ้น อาจเสียโอกาสส่งออกสู่ตลาดโลก

ทำไมธุรกิจต้องใส่ใจคาร์บอนฟุตพริ้นตอนนี้?
1.ค่าใช้จ่ายที่จะเพิ่มขึ้น: เมื่อภาษีคาร์บอนและ ETS เข้ามาใช้งาน ธุรกิจที่ปล่อยก๊าซสูงจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม โดยตรงกระทบกำไร
2.ความต้องการของผู้บริโภค: ผู้บริโภคยุคใหม่ Gen Z และ Millennials เลือกซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ผลิตภัณฑ์ที่มีคาร์บอนฟุตพริ้นต่ำจะได้เปรียบในการแข่งขัน
3.มาตรฐานส่งออก: CBAM และมาตรฐานสีเขียวของประเทศคู่ค้าจะกลายเป็นเกณฑ์บังคับ หากไม่พร้อมอาจถูกกั้นไม่ให้เข้าตลาด
4.ภาพลักษณ์แบรนด์: การเป็นธุรกิจที่ยั่งยืนช่วยสร้างความไว้วางใจและความภักดีของลูกค้า
วิธีลดคาร์บอนฟุตพริ้นในธุรกิจผลิตอาหารเสริม

สำหรับธุรกิจอาหารเสริม การลดคาร์บอนฟุตพริ้นสามารถเริ่มได้จากจุดต่อไปนี้:
1. เลือกวัตถุดิบจากแหล่งที่ยั่งยืน
การเลือกใช้วัตถุดิบธรรมชาติ สารสกัดจากพืช ที่ได้รับการรับรอง และจัดหาจากแหล่งท้องถิ่นจะช่วยลดคาร์บอนจากการขนส่ง (Food Miles) ได้อย่างมาก
2.บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
บรรจุภัณฑ์พลาสติกเป็นหนึ่งในต้นเหตุคาร์บอนฟุตพริ้นที่สูง การเปลี่ยนมาใช้ บรรจุภัณฑ์รีไซเคิลได้ (Recyclable) วัสดุ from recycled plastic (PCR)
หรือ บรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้ (Compostable) เช่น Cellulose film, PLA จะช่วยลดผลกระทบได้อย่างมาก packprintmatrix.com
ในขณะเดียวกันหลายบริษัทอาหารชั้นนำในไทยกำลังเดินหน้าเป้าหมายบรรจุภัณฑ์ 100% ใช้ซ้ำ/รีไซเคิล/ย่อยสลายได้CPF Worldwide
3.เลือกโรงงานผลิตที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
การเลือก โรงงานรับผลิตอาหารเสริม ที่ใช้พลังงานสะอาด มีระบบจัดการขยะและน้ำเสียงที่มีประสิทธิภาพ และใช้เครื่องจักรประหยัดพลังงาน
จะช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นของผลิตภัณฑ์คุณโดยตรง นอกจากนี้โรงงานที่มีมาตรฐานสีเขียวยังช่วยให้คุณสามารถติดฉลาก Carbon Footprint บนผลิตภัณฑ์ได้
เพิ่มจุดขายที่แตกต่างจากคู่แข่ง
4.ลดขนาดและน้ำหนักบรรจุภัณฑ์
การออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้เล็กและเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ (Lightweighting) ไม่เพียงช่วยลดคาร์บอนจากการผลิตพลาสติก
แต่ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งด้วย
5.ใช้พลังงานทดแทนและประหยัดพลังงาน
โรงงานผลิตที่ติดตั้งโซล่าเซลล์ ใช้เครื่องจักรประหยัดไฟ และมีระบบจัดการพลังงานที่ดีจะช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นในขั้นตอนการผลิตได้อย่างมาก
คาร์บอนฟุตพริ้น ไม่ใช่แค่เรื่องของสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดความอยู่รอดของธุรกิจในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
ด้วยนโยบายใหม่ของไทยที่เร่ง Net Zero และภาษีคาร์บอนที่กำลังจะเข้ามา ธุรกิจที่เตรียมตัวและลดคาร์บอนฟุตพริ้นได้ก่อนจะได้เปรียบอย่างมาก